เมื่อผู้หญิงเริ่มอายุมากขึ้น จะเสี่ยง มีภาวะหัวใจเต้นพลิ้ว หรือหัวใจเต้นผิดปกติ เป็นเพราะความเสื่อมของระบบไฟฟ้าหัวใจ แน่นอนว่า หัวใจเต้นพลิ้ว ไม่ใช่เรื่องดีที่หัวใจจะขยันเต้นแผ่วๆ ถี่ๆ เพราะส่งผลให้เกิดภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติได้ สามารถเกิดเป็นลิ่มเลือดไหลไปอุดตันหลอดเลือดในสมอง หรือปอดได้ ซึ่งนำไปสู่ภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต และอันตรายถึงชีวิตได้ ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกเผยว่า ในแต่ละปีมีคนประมาณ 15 ล้านคน ทั่วโลกเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โดยประมาณ 5 ล้านคน เสียชีวิต อีก 5 ล้านคนพิการ

พันเอกนายแพทย์ปรีชา เอื้อโรจน์อังกูรหัวหน้าแผนกโรคหัวใจและหลอดเลือด กองอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ให้คำแนะนำว่า การรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ ซึ่งเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดสมองตีบ (Stroke) แพทย์จะให้ทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด เรียกว่า ยาวาร์ฟาริน ทั้งนี้ ยาวาร์ฟารินนั้นถูกรบกวนได้ง่ายมาก ขนาดของยาที่ออกฤทธิ์ให้ผลการรักษาผู้ป่วยในแต่ละคนจะแตกต่างกัน หรือแม้แต่ในผู้ป่วยคนเดียวกันการได้ขนาดยาเท่ากัน ก็ยังให้ผลการรักษาที่ไม่สม่ำเสมอ

มีหลายปัจจัยที่มีผลต่อการตอบสนองต่อยาวาร์ฟาริน เช่น อาหารที่มีวิตามินเค ปริมาณมาก (ผักใบเขียว) การออกกำลังกาย การดื่มแอลกอฮอล์ การไม่ใช้ยาตามแพทย์สั่ง (noncompliance) เป็นต้น ดังนั้น ก่อนสั่งยา แพทย์จะต้องทราบข้อมูลการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหารของผู้ป่วยอย่างละเอียด อาทิ ปกติทานผักเยอะหรือไม่ เป็นประจำหรือเปล่า ยาบำรุงทานอะไรบ้าง ทั้งนี้ เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ผู้ใหญ่อาจจะทานยามากกว่า 1 โรค ซึ่งผู้หญิงก็อาจจะมียาบำรุงสุขภาพ อาหารเสริมต่างๆ ซึ่งยาบางอย่างอาจรบกวนการทำงานของยาวาร์ฟารินได้

สิ่งที่สำคัญและจำเป็นที่สุดสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยาวาร์ฟารินแต่ละราย คือการติดตามผลของ ยาวาร์ฟารินที่เหมาะสม จากการวัดค่าการแข็งตัวของเลือด (ค่า International normalized ratio) หรือค่า INR อย่างสม่ำเสมออย่างน้อยทุกๆ 4 สัปดาห์ แต่ถ้าผู้ป่วยเป็นคนมีกิจกรรมเยอะ ทานอาหารเปลี่ยนแปลงจากปกติมากๆ เช่น อยากทานเจเป็นบางช่วง วิ่งมาราธอน ก็อาจจะต้องวัดค่า INR บ่อยขึ้น

“ผู้ป่วยที่รักษาค่า INR ให้อยู่ในช่วง เป้าหมายได้เป็นอย่างดี มักเกิดจากการติดตามค่า INR อยู่สม่ำเสมอ เพื่อให้แพทย์ปรับขนาดยาที่เหมาะสมให้ ก็จะลดอัตราเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนได้ เนื่องจากค่า INR ที่ต่ำไปจะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิด Stroke และถ้าค่า INR ที่สูงไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออก

ผู้ป่วยที่ต้องรับยาวาร์ฟาริน แต่มีไลฟ์สไตล์ที่เต็มไปด้วยกิจกรรม ชอบออกกำลังกาย ทานอาหารหลากหลาย นอกจากการตรวจวัดการแข็งตัวของเลือดที่โรงพยาบาล หรือคลินิกวาร์ฟาริน ผู้ป่วยสามารถตรวจวัดค่า INR ได้อย่างรวดเร็ว บ่อย และสะดวกกว่าเดิม ด้วยเครื่องตรวจแบบพกพา ทำให้ ผู้ป่วยสามารถตรวจวัดและติดตามค่า INR ได้อย่างสม่ำเสมอด้วยตัวเองที่บ้าน

ถึงแม้จะทานยาวาร์ฟาริน แต่ผู้ป่วยก็สามารถ ดูแลตัวเอง ทานอาหาร และทำกิจกรรมสนุกสนานกับลูกหลานได้ ทำการตรวจค่า INR ด้วยเครื่องแบบ พกพาด้วยตนเองที่บ้าน ช่วยให้ผู้ป่วยรักษาค่า INR ของตัวเองให้อยู่ในเป้าหมายได้ดี ทั้งนี้ หากตรวจเองแล้วพบว่าค่า INR ไม่ตรงตามเป้าหมาย สามารถมาพบแพทย์ได้อย่างทันเวลา การรับประทานยาวาร์ฟาริน ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลจนขาดความสุข หากหมั่นดูแล วัดค่า INR ด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ